วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร


ปัจจุบันปัญหาเด็กตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประเทศไทย  ขณะนี้ประเทศไทยมีเด็กตั้งครรภ์ถือเป็นอันดับ2ในประเทศแถบอาเซียน  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมหลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจและเร่งทำการป้องกันแก้ไข  โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาแล้ว  การแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่ครอบครัวทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย  จะต้องร่วมมือกันรับผิดชอบเยียวยาแก้ไขและหาทางออกที่เหมาะสม  โดยมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก  ทั้งเด็กหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และเด็กชายที่ร่วมการก่อกำเนิดทารกรวมทั้งเด็กที่กำลังคลอดออกมา  ยังจำเป็นต้องเติบโตและพัฒนาในฐานะที่เป็นเด็กและเยาวชน สมาชิกในกลุ่มต้องการศึกษาเรื่องนี้เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว  เพราะวัยรุ่นในปัจจุบันมีการตั้งครรภ์มาก
บทที่1
บทนำ
ปัจจุบันปัญหาเด็กตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับประเทศไทย  ขณะนี้ประเทศไทยมีเด็กตั้งครรภ์ถือเป็นอันดับ2ในประเทศแถบอาเซียน  เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมหลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจและเร่งทำการป้องกันแก้ไข  โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาแล้ว  การแก้ไขนั้นเป็นเรื่องที่ครอบครัวทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย  จะต้องร่วมมือกันรับผิดชอบเยียวยาแก้ไขและหาทางออกที่เหมาะสม  โดยมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก  ทั้งเด็กหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และเด็กชายที่ร่วมการก่อกำเนิดทารกรวมทั้งเด็กที่กำลังคลอดออกมา  ยังจำเป็นต้องเติบโตและพัฒนาในฐานะที่เป็นเด็กและเยาวชน
แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดีเผยคลอดลูกวันละ140ราย  เฉลี่ยปีละ5หมื่นราย  ส่วนใหญ่ท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ  เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร  ชี้มีผลกระทบต่อทั้งตัวแม่เด็กและเด็กที่คลอดออกมา  สถิติโรงพยาบาลรามาธิบดี  พบว่า  ประเทศไทยมีการคลอดบุตรของแม่วัยรุ่นสูงถึงวันละ140ราย  หรือประมาณ  ปีละ15,000ราย  การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นปัจจุบัน  คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ20-30ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด  ในจำนวนนี้  ร้อยละ80  เป็นการตั้งครรภ์แบบไม่ได้ตั้งใจ  ร้อยละ30  นำไปสู่การทำแท้ง  เนื่องจากเยาวชนหรือวัยรุ่น  เป็นวัยที่ควรจะต้องอยู่ในช่วงของการศึกษาเล่าเรียน  หากวัยรุ่นตั้งครรภ์ในช่วงอายุนี้ 
ประเทศไทยมีอัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นเทียบกับจำนวนประชากรที่ตั้งครรภ์และคลอด  สูงถึง70คน  ต่อประชากร1,000คน  ขณะที่ประเทศอย่าง  ญี่ปุ่น  เกาหลี  หรือแม้แต่จีน  มีอัตราส่วนของแม่วัยรุ่นเพียง4-5คน  ต่อประชากร100,000คน  สิงคโปร์  ประมาณ8คน ต่อ1,000คน  แม้แต่ในกัมพูชา  อัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นยังอยู่ที่ประมาร15คน  ต่อ1,000คน  ไทยเราติดอันดับในกลุ่มเดียวกับอินเดีย  บังกลาเทศ  ซึ่งมีประชากรมากกว่าเรา
สมาชิกในกลุ่มต้องการศึกษาเรื่องนี้เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว  เพราะวัยรุ่นในปัจจุบันมีการตั้งครรภ์มาก










วัตถุประสงค์
1.เพื่อจะศึกษาเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว
2.เพื่อให้วัยรุ่นตระหนักถึงการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
3.เพื่อให้วัยรุ่นรู้เกี่ยวกับกนตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
ขอบเขตของการศึกษา
ศึกษาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรภาคเรียนที่3  ปีการศึกษา2558
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ได้รู้เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
2.ได้รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม  ได้รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนในกลุ่ม
3.ได้รู้เกี่ยวกับการทำโครงงานเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
4.ได้รู้เกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
5.สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
6.ได้รู้เกี่ยวกับการต่อรองและการปฏิเสธในการมีเพศสัมพันธ์














บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.วัยรุ่นกับเจตคติในเรื่อง
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ  รวมทั้งพัฒนาการทางเพศ  วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีวุฒิภาวะทางเพศ  โดยวัยรุ่นหญิงและวัยรุ่นชายจะมีการเลี่ยนแปลงของระบบสืบพันธ์ที่มีความสามารถที่จะให้กำเนิดบุตรได้  ดังนั้นวัยรุ่นจึงควรมีเจตคติในเรื่องเพศที่เหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย  เพื่อให้มีการแสดงพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม  อันจะทำให้ไม่เกิดปัญหาต่างๆตามมา  และก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่อย่างราบรื่นและมีความสุข
1.1ความหมายและความสำคัญ
เจตคติในเรื่องเพศ  หมายถึง  ท่าทีหรือความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อเรื่องเพศ  ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างความคิด  ความรู้สึก  ความเชื่อ  ความรู้  และความเข้าใจของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องเพศกับแนวโน้มของพฤติกรรมทางเพศ
พฤติกรรมทางเพศ  หมายถึง  ความคิด  ทัศนคติ  และการแสดงออกของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องเพศซึ่งเป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  การมีพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องเหมาะสมจะทำให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ  ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
1.2การแบ่งประเภทของเจตคติในเรื่องเพศ
เจตคติในเรื่องเพศของบุคคลสามารถแบ่งออกได้เป็น2ประเภท  คือ
1)เจตคติเชิงบวก  ได้แก่
(1)การภูมิใจในเพศของตนเอง
(2)การไม่รังเกียจหรือปิดกั้นการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาที่เหมาะสม
(3)การรู้จักควบคุมพฤติกรรมทางเพศให้แสดงออกอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับสังคมและวัฒนธรรมไทย
(4)การรู้จักรักนวลสงวนตัว  ไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนหรือก่อนวัยอันควร  ไม่ชิงสุกก่อนห่าม  และไม่มีค่านิยมอยู่ก่อนแต่ง
(5)การรู้จักปรับตัวให้เหมาะสมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม  โดยเฉพาะสื่อยั่วยุทางเพศในลักษณะต่างๆ  และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
(6)การเห็นความสำคัญและปฏิบัติตนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องเพศ  เช่นไม่ซื้อหรือขายบริการทางเพศ
(7)การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย  โดยการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์  โดยเฉพาะโรคเอดส์ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้
(8)การมีคู่ครองคนรักคนเดียว  รักเดียวใจเดียว  ไม่นอกใจคู่สมรส  ไม่สำส่อนทางเพศ  ไม่เปลี่ยนคู่นอนหรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรม
(9)การรู้จักคุมกำเนิดเมื่อยังไม่พร้อมจะมีบุตร  โดยการสวมถุงยางอนามัยขณะมี่เพศสัมพันธ์หรืออาจใช้วิธีอื่นๆ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์
2)เจตคติเชิงลบ  ได้แก่ 
(1)การไม่พอใจในเพศของตนเอง  รู้สึกรังเกียจ  จนอาจนำไปสู่ปัญหาความผิดปกติทางเพศหรือพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศได้
(2)การปิดกั้นการเรียนรู้ในเรื่องเพศ  มองว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจ  น่าอาย 
(3)การยอมรับในการแสดงออกทางเพศสัมพันธ์อย่างเสรี  เห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมดา
(4)การมีค่านิยมผิดๆในเรื่องเพศและแสดงพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม
(5)การเอาเปรียบและไม่ให้เกียรติผู้อื่นหรือเพศตรงข้ามที่ด้อยกว่า
(6)การไม่สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์  เพราะบางคนคิดว่าการสวมถุงยางอนามัยจะไม่สามารถสัมผัสรักได้เต็มที่
(7)การไม่ใส่ใจในการคุมกำเนิด  เพราะคิดว่าไม่สำคัญและไม่จำเป็น
(8)การให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ทางเพศของบุคคล
(9)การยอมรับพฤติกรรมส่ำส่อนทางเพศ  การมีคู่นอนมากกว่า 1 คน การนอกใจคู่สมรส
(10)การยอมรับการสร้างความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างกันบนสื่ออินเทอร์เน็ต
(11)การยอมรับพฤติกรรมการทำแท้งของวัยรุ่นเพศหญิง
1.3ปัจจัยมี่มีอิทธิพลในเรื่องเพศของวัยรุ่น
คำว่า  อิทธิพลในเรื่องเพศ  ในที่นี้หมายถึง  ความสามารถในการให้ความรู้ความเข้าใจในด้านพฤติกรรมทางเพศ  ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมได้เช่นกัน  ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศและการดำรงชีวิตของมนุษย์  ได้แก่  ครอบครัว  เพื่อน  สังคมและวัฒนธรรม
1)ครอบครัว
ครอบครัวเป็นสถาบันแรกของมนุษย์นับตั้งแต่เกิดมา  ครอบครัวจะเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้  ความเข้าใจ  ทัศนคติ  และการปฏิบัติทางด้านเพศที่สำคัญของเด็ก  โดยเด็กจะมีพ่อแม่เป็นบุคคลแรกที่เป็นแบบอย่างพฤติกรรม  การที่เด็กจะรับรู้ว่าตนเองเป็นเพศใดนั้น  จะเริ่มเกิดข้นในอายุ3ขวบแรก
2)เพื่อน
เพื่อนมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นเป็นอย่างมาก  ทั้งทางด้านเจตคติและการปฏิบัติตน  วัยรุ่นจะที่ความผูกพันกับเพื่อนมากกว่าวัยอื่นๆและมีความต้องการที่จะให้ตนเองเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน  จึงมักจะแสดงออกตามเพื่อนในกลุ่ม  กลุ่มเพื่อนจึงมีอิทธิพลต่อการชักนำให้วัยรุ่นประพฤติตามกฎเกณฑ์ของสังคม
3)สังคมและวัฒนธรรม
สังคม  คือ  กลุ่มคนที่ร่วมมือกัน  อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน  และมีวัฒนธรรมอย่างเด่นชัด
วัฒนธรรม  หมายถึง  สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต  วัฒนธรรมเป็นสิ่งการสืบต่อเนื่องเป็นมรดกทางสังคมที่มีการถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
2.วัยรุ่นกับปัญหาและผลกระทบจากการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
วัยร่นที่ทีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเพศ  วัยรุ่นจะเริ่มให้ความสนใจต่อเพศตรงข้าม  เริ่มมีความรู้สึกทางเพศ  ประกอบกับเป็นวัยรุ่นที่อยากรู้อยากลอง  มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่รุนแรง  และอาจยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนักในเรื่องเพศ
การเปลี่ยนแปลงไปของสังคมในปัจจุบันซึ่งปัจจัยและสถานการณ์ต่างๆที่ล่อแหลมและอันตรายต่อวัยรุ่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมทางเพศเป็นปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของวัยรุ่น  หากวัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมจนเกิดการมีเพศสัมพันธ์  อาจทำให้เกิดปัญหาการติดโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆตามมา
2.1ความหมายและความสำคัญของการมีเพศสัมพันธ์
การมีเพศสัมพันธ์  โดยทั่วไปจะหมายถึง  การร่วมประเวณีหรือการแสดงพฤติกรรมแห่งความสัมพันธ์ทางเพศต่อกัน
พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์แม่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพื่อการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ก็ตาม  แต่ถ้าหากการเกิดขึ้นนั้นเป็นการเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม  ถือว่าเป็นพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่น
2.2สาเหตุของการมีเพศสัมพันธ์
สาเหตุพื้นฐานเบื้องต้นของการมรเพศสัมพันธ์เกิดจาอารมณ์ทางเพศ  ซึ่งเกิดขึ้นได้ใน2ลักษณะ  คือ
1)สิ่งเร้าโดยการรับรู้ที่ผ่านประสาทการรับรู้ทั้งห้า  ได้แก่
(1)การดู  (รูป)
(2)การรู้รส  (รส)
(3)การได้กลิ่น  (กลิ่น)
(4)การได้ยิน  (เสียง) 
(5)การสัมผัส  (สัมผัส)
2)สิ่งเร้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐานด้านสังคมวิทยา  ประกอบด้วย
อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมกระบวนการกล่อมเกลาและอบรมจากสถาบันต่างๆ ในสังคม  และกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางเพศ  ซึ่งปัจจุบันอารยธรรมตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลในสังคมไทยมากขึ้น  รูปแบบการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไป  ชายและหญิงมีอิสระในการติดต่อคบหากันมากขึ้น
2.3ปัญหาและผลกระทบจากการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
สิ่งเร้าภายในตามธรรมชาติและสิ่งเร้าภายนอกต่างๆเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสถานการณ์ที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์  และถึงแม้การมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  แต่ถ้าหากการมีเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้น  เกิดจากสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม  โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมทางเพศมี่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
2.4แนวทางในการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
นักเรียนซึ่งอยู่ในวัยที่ไม่ควรที่จะแสดงพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์  ควรได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะ2ประการสำคัญ  ซึ่งประกอบด้วย
1)ทักษะการควบคุมและระบายอารมณ์ทางเพศ  พยายามควบคุมจิตใจไม่ให้เกิดอารมณ์ทางเพศ
ทักษะในการควบคุมและระบายอารมณ์ทางเพศมีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้
(1)การควบคุมจิตใจตนเอง
(2)หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าอารมณ์ทางเพศในลักษณะต่างๆ
(3)ไม่ควรอยู่ตามลำพังกับเพื่อนต่างเพศในช่วงเวลาที่ยาวนานเกินไป
(4)พยายามแต่งกายให้เหมาะสมเรียบร้อยและปกปิดอวัยวะส่วนที่ยั่วยุอารมณ์ทางเพศ
2)การทดแทนหรือเบี่ยงแบนอารมณ์ทางเพศ
การทดแทนหรือเบี่ยงแบนอารมณ์ทางเพศสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1.ออกกำลังกาย
2.สนใจในการศึกษาเล่าเรียน  หมั่นอ่านหนังสือ
3.เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ
4.การผ่อนคลายหรือระบายอารมณ์ทางเพศด้วยตนเอง
3)ทักษะในการหลีกเลี่ยงจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
ทักษะในการป้องกันตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ  มีแนวทางในทางปฏิบัติดังนี้
(1)ทักษะในการปฏิเสธ
เป็นทักษะเบื้องต้นที่ทั้งเพศชายและเพศหญิงสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันตนเองให้มีความปลอดภัยจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ
1.1ปฏิเสธอย่างจริงจังทั้งท่าทาง  คำพูด  และน้ำเสียง  เช่น  “ขอไม่ไปนะ”“ฉันไม่อยากไป”  ฯลฯ
1.2ใช้ความรู้สึกมาเป็นข้ออ้างประกอบเหตุผล  เช่น  “เรารู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้พ่อแม่เข้าใจผิด”  ฯลฯ
1.3การขอความเห็นชอบและแสดงความขอบคุณเมื่อผู้ชวนยอมรับ  จะเป็นการรักษาน้ำใจของผู้ชวน  เช่น  “คุณคงเข้าใจนะที่เราไม่อาจรับความช่วยเหลือจากคุณได้”  ฯลฯ
1.4หากถูกเซ้าซี้หรือสบประมาทไม่ควรหวั่นไหว  วู่วามไปกับคำพูด  เพราะจะทำให้เราขาดสมาธิในการปฏิเสธ  อาจบอกลาเพื่อให้ออกจากสถานการณ์ในขณะนั้นทันทีด้วยการกล่าวในลักษณะต่างๆ  เช่น  “เราจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมแบบนี้”  ฯลฯ
(2)ทักษะในการต่อรอง
เป็นวีในการโน้มน้าวให้ผู้ชวนหยุดปฏิบัติในสิ่งที่เราไม่ต้องการและไม่เห็นด้วย  เช่น  “เราคิดว่าไปเล่นกีฬากับเพื่อนๆดีกว่านั่งอยู่สองคนตามลำพังอย่างนี้”  ฯลฯ
(3)ทักษะในการผัดผ่อน
เป็นวิธีการผ่อนคลายหรือยืดเวลาเพื่อให้ผู้ชวนเปลี่ยนความตั้งใจ  เช่น  “วันนี้ผมต้องไปก่อนนะ  ไว้วันหลังค่อยพบกัน”  ฯลฯ
(4)ทักษะอื่นๆ
 เป็นทักษะพื้นฐานโดยทั่วไปที่ใช้ป้องกันตนเอง  เช่น  หลีกเลี่ยงที่จะไม่อยู่ในที่ลับตาคน  หลีกเลี่ยงการดื่มที่มีแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ขาดสติ  ไม่สามารถยับยั้งตนเองได้  หลีกเลี่ยงการสัมผัสถูกเนื้อต้องตัว  หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในที่เปลี่ยวหรือเที่ยวกลางคืนตามลำพัง
3.ลักษณะการวางตัวให้เหมาะสมกับเพศและการวางตัวต่อเพศตรงข้าม
สังคมและวัฒนธรรมไทยยึดถือเรื่องการปฏิบัติตนการมีพฤติกรรมทางเพศที่ถูกต้องและเหมาะสมมาช้านาน  เพื่อให้นักเรียนจะได้รู้  เข้าใจ  และพิจารณานำมาปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อตัวเองในโอกาสต่างๆดังนี้

1)การวางตัวให้เหมาะสมกับเพศ
การวางตัวให้เหมาะสมกับเพศมีหลักที่ควรยึดถือปฏิบัติ  ดังนี้
(1)การแต่งกาย  ควรแต่งกายให้เรียบร้อย  เหมาะสมกาลเทศะ
(2)การแสดงกิริยาวาจา  ควรแสดงกิริยาที่สุภาพ  อ่อนโยน
(3)การคบเพื่อนต่างเพศ  เพศหญิงควรรู้จักรักนวลสงวนตัว  ไม่ควรอยู่กับเพศตรงข้ามตามลำพัง  เพศชายควรให้เกียรติเพศหญิง
2)การวางตัวต่อเพศตรงข้ามในฐานะเพื่อน
                การปฏิบัติตนของเพศชายสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1.ควรแต่งกายสุภาพ  สะอาดเรียบร้อย  ไม่ฟุ่มเฟือย
2 .ใช้วาจาที่สุภาพ  ไม่แสดงอาการก้าวร้าวหรือเสียดสีด้วยวาจา
3.การให้ความสนิทสนมควรอยู่ในขอบเขตการปฏิบัติตนของเพศหญิง  สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1.ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย  รัดกุม  ไม่ควรแต่งกายล่อแหลม
2.ใช้วาจาที่สุภาพ  ไม่พูดจาหยาบคาย  ส่งเสียงดัง
3.ควรแสดงกิริยามารยาทที่เรียบร้อย  สุภาพ  ไม่สูบบุหรี่
4.ควรมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

3)การวางตัวต่อเพศตรงข้ามในฐานะคู่รัก
                ชายหญิงที่มีความสัมพันธ์ในฐานะคู่รัก  ทั้งคู่ควรจะได้ศึกษาอุปนิสัย  ค่านิสม  ความต้องการ  ความพึงพอใจซึ่งกันและกัน
                ในฐานะที่คบหากัน  ควรวางตัวเช่นเดียวกับการวางตัวในฐานะเพื่อนทั้งหญิงและชาย  ถึงแม้จะอยู่ในฐานะคู่รักกันก็จะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน  เพศชายที่ดีนั้นไม่ควรจะล่วงเกินเพศหญิง  ทั้งนี้เพราะความพึงพอใจต่อเพศตรงข้ามของเพศชายและเพศหญิงมีลำดับขั้นตอนที่ต่างกันซึ่งโดยทั่วไปมี3ขั้นตอน  คือ
(1)มิตรภาพ
(2)ความรัก
(3)ความสัมพันธ์ทางเพศ
                ซึ่งทั้ง3ตอนนี้  เพศหญิงจะมีพัฒนาการตามลำดับจากมิตรภาพ  จนมาถึงความรัก  แล้วจึงถึงขั้นสุดท้ายคือความสัมพันธ์ทางเพศ  แต่สำหรับเพศชายแล้วจะมีมิตรภาพแล้วข้ามขั้นตอนมาเป็นความสัมพันธ์ทางเพศได้เลย  โดยไม่ต้องมีความรัก  ซึ่งในการแสดงออกของเพศชายอาจทำให้เพศหญิงไขว้เขวได้ง่าย  ด้วยนึกว่าเพศชายขอล่วงเกินนั้นเป็นเพราะมีความรักซึ่งไม่แน่นอนสมอไป  การล่วงเกินของเพศชายอาจเป็นเพียงแค่ต้องการทางเพศเท่านั้น  เพศหญิงควรระวังเรื่องนี้ให้















งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ชื่อผู้วิจัย  ดร.เด็บบี  เฮอร์บีนิก
ชื่องานวิจัย  ถุงยาง
นักวิจัยได้สำรวจแบบสอบถามทางอินเทอร์เน็ตชายและหญิง อายุระหว่าง 18-59 ปี เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศพบว่าผู้ทำแบบสอบถามให้คะแนนการถูกกระตุ้นและความพึงพอใจระหว่างการมีเซ็กซ์โดยสวมถุงยางอนามัยและไม่สวมพอๆ กัน
ดร.เด็บบี เฮอร์บีนิก จากมหาวิทยาลัยอินดีแอนา สหรัฐผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้ กล่าวว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะซื้อถุงยางอนามัยและใช้งานมากกว่าผู้หญิงแต่ก็มีความจำเป็นยิ่งที่ผู้หญิงจะต้องมีความคุ้นเคยกับถุงยางอนามัยที่ใช้กับคู่นอน เพื่อที่เหล่าเธอจะได้สามารถตัดสินใจเลือกสี ลาย ดีไซน์ กลิ่น รสอันนำไปสู่ความพึงใจในเชิงเพศรสและความปลอดภัยไปพร้อมกัน





















งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ชื่อผู้วิจัย  ศ.นพ.ประพันธ์  ภานุภาค
ชื่องานวิจัย  โรคเอดส์
ภายหลังการประชุมแพทย์และนักวิจัยเกี่ยวกับโรคเอดส์และโรคติดเชื้อฉวยโอกาสระดับโลก หรือ
"CROI 2013" (The Conference on Retroviruses and Opportunistic Infections) ณ เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่านักวิจัยจากประเทศไทยได้เผยแพร่ผลงานสร้างความฮือฮาให้แก่สมาชิกในที่ประชุมเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกให้มีโอกาสหายขาดได้
ศ.นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทยให้ข้อมูลว่า การประชุมครั้งนี้มีการเสนองานวิจัยใหม่ๆ จากทั่วโลกแต่ที่ได้รับความสนใจมีผู้สอบถามข้อมูลมากสุด คืองานวิจัยของแพทย์หญิงไทยเกี่ยวกับการทดลองกับอาสาสมัครของคลินิกนิรนามที่มาตรวจเชื้อเอชไอวีแล้วพบในระยะเริ่มแรกไม่เกิน 1 อาทิตย์หลังจากรับเชื้อแล้วให้กินยาสูตรเบื้องต้นทันทีหลังเฝ้าติดตามผลปรากฏว่าแทบจะไม่พบเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกายหรือพบบางส่วนที่น้อยมาก ทำให้แพทย์ทั่วโลกอยากได้ข้อมูลเรื่องนี้เพิ่มเติมถือเป็นงานวิจัยเรื่องเอดส์ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกหากในอนาคตสามารถยืนยันการรักษาเอดส์ได้หายขาดจริงถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่
                "เงื่อนไขสำคัญคือ คนที่จะรักษาหายได้หมายถึงต้องเริ่มกินยาตั้งแต่ติดเชื้อมาใหม่ๆเพราะเชื้อเอชไอวียังไม่แพร่กระจายออกไปแต่ก่อนแพทย์มีความเชื่อว่าต้องให้ภูมิคุ้มกันลดลง จึงจะให้เริ่มกินยาแต่งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าหากผู้ใดสงสัยว่าไปมีเซ็กส์เสี่ยงหรืออาจได้รับเชื้อเอดส์เข้าร่างกายด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม ให้รีบมาตรวจถ้าพบเร็วแล้วให้กินยาทันทีจะมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าคำว่ารักษาหายหมายถึงร่างกายควบคุมไม่ให้เชื้อเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกันในร่างกายได้เองโดยไม่ต้องกินยาทุกวันทั้งชีวิตเหมือนผู้ป่วยเอดส์ทั่วไปแต่ไม่ได้หมายความว่าจะกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้หมดสิ้น 100 เปอร์เซ็นต์อยากขอร้องให้ผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงรีบมาตรวจหาเชื้อทันทีที่สงสัยหรือรู้ตัวแล้ว อย่าปล่อยไว้นาน เพราะถ้าติดเชื้อนานจะรักษาหายขาดไม่ได้ขอให้มาตรวจฟรีได้ที่คลินิกนิรนาม" ศ.นพ.ประพันธ์ แนะนำ
                ด้าน รศ.พญ.จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ นักวิจัยโรคเอดส์ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทยหัวหน้าโครงการวิจัยการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลันเล่าถึงความเป็นมาว่าในแต่ละปีมีผู้มาตรวจหาเชื้อเอชไอวีที่คลินิกนิรนามจำนวนมากโดยใช้วิธีตรวจหาเชื้อในเลือดแบบปกติทั่วไป หรือตรวจแอนติบอดีหรือตรวจหาจากการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อของร่างกาย หมายความว่าร่างกายต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 อาทิตย์ขึ้นไปในการตรวจพบเชื้อไวรัสทำให้การรักษาเริ่มได้ช้า แต่งานวิจัยนี้ใช้ระบบแน็ต (NAT: Nucleic Acid Amplification Testing) เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ปลอดภัยและแม่นยำเพราะตรวจจากสารพันธุกรรม เพียงแค่สงสัยว่ารับเชื้อเอดส์มา 5 วันขึ้นไปก็ตรวจพบได้แล้ว ใช้เวลาเพียง 1-2 วันเมื่อรู้ผลเร็วและรีบกินยาทันทีจะช่วยหยุดการแพร่เชื้อไปอวัยวะอื่นๆของร่างกาย "การวิจัยนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 โชคดีที่อาสาสมั
ให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะต้องตัดสินใจเร็วมากจากวันที่ยืนยันผลแน่ชัดและเริ่มกินยาใช้เวลาไม่เกิน 5 วันในปีแรกมีอาสาสมัคร 10 คน ตอนนี้มีอาสาสมัครในงานวิจัย 95 คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งผลปรากฏว่าหลังกินยาต้านเอชไอวีเต็มสูตรทันทีทุกวันก็ไม่พบเชื้อแอบหลบซ่อนในเลือดหรือในเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ตาม ก็มีตรวจพบในบางคนแต่เป็นจำนวนเชื้อที่น้อยมากๆ คาดว่ากินยาต่อเนื่องไม่เกิน 5 ปีร่างกายอาจควบคุมเชื้อได้เอง ไม่ต้องกินยาทั้งชีวิตอีกต่อไปตอนนี้คงต้องคอยดูผลที่แน่ชัดจากอาสาสมัครปีแรกหากหยุดกินยาแล้วเชื้อไม่แพร่กระจายก็ถือว่าประสบความสำเร็จ" รศ.พญ.จินตนาถกล่าว
                รศ.พญ.จินตนาถ ยอมรับว่า เป็นงานวิจัยที่ทำได้ยากเนื่องจากต้องหาคนไข้ให้เร็วและให้กินยาทันทีทำให้นักวิจัยในต่างประเทศทำไม่ค่อยได้ เพราะหลายปัจจัย เช่นต้องมีจำนวนคนติดเชื้อเอชไอวีมากพอ มีเทคโนโลยีสูงใช้เจ้าหน้าที่วิจัยจำนวนมาก อาสาสมัครมีส่วนสำคัญที่สุดอาสาสมัครไทยมีจิตอาสาในการเข้าร่วมโครงการ ยิ่งไปกว่านั้นการตรวจหาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเริ่มต้นที่ร่างกายยังไม่สร้างแอนติบอดีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แม้แต่คลินิกนิรนามมีผู้มาตรวจ 6 หมื่นคนพบว่าติดเชื้อเอชไอวี 5,000 คน แต่เป็นผู้ติดเชื้อเริ่มแรกแค่ไม่ถึง 100 คนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักชาย
                เนื่องจากเป็นงานวิจัยที่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเงินทุนเริ่มต้นได้มาจากกรมแพทย์ทหารบกสหรัฐเพื่อให้อาสาสมัครไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านยาและการตรวจหาเชื้ออย่างต่อเนื่องรศ.พญ.จินตนาถจึงตั้งใจว่าจะเขียนเป็นบทความทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ เมื่องานวิจัยข้างต้นได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลกอาจช่วยให้ขอทุนจากแหล่งวิจัยได้ซึ่งจะทำให้งานวิจัยสามารถพัฒนาต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก  
                นายบริพัตร ดอนมอญ ตัวแทนเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวว่ารู้สึกดีใจหากค้นพบวิธีรักษาผู้ติดเชื้อรายใหม่โดยไม่ต้องกินยาตลอดชีวิตกว่าสิบปีแล้วที่ต้องกินยาทุกวัน เช่นเดียวกับผู้ป่วยอีกประมาณ 2 แสนคนทั่วประเทศไทยจึงอยากขอร้องให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่องสูตรยาต้านไวรัสด้วยโดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยาไม่ควรทำตามเงื่อนไขของกลุ่มประเทศยุโรปที่เป็นตัวแทนบริษัทยายักษ์ใหญ่ 
                ทั้งนี้ สถิติจากยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) ระบุว่า ปี 2554 พบทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี 34 ล้านคน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.5 ล้านคน เฉลี่ยเพิ่มนาทีละ 5 คน ประเทศไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2555 มีผู้ติดเชื้อเอดส์ประมาณ 5 แสนราย เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละ 9,000 คนเฉลี่ยชั่วโมงละ 1 คน และร้อยละ 80 เปอร์เซ็นต์ติดเชื้อจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน








งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ชื่อทฤษฎี  โรคเอดส์
ชื่อผู้คิดทฤษฎี  ทีมงานมหาวิทยาลัยเอมอรี
                ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเอมอรี (Emory University)ในแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ร่วมกับสถาบันสุขภาพเด็ก (Institute of Child Health)กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษศึกษากลไกการทำลายเม็ดเลือดขาวของเชื้อเอชไอวี (HIV) ในผู้ป่วยเอดส์ตามทฤษฎีเดิมโดยอาศัยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ให้ผลการทดลองที่ต่างไปจากความเป็นจริงจึงตั้งข้อสังเกตว่าเชื้อไวรัสนี้น่าจะมีกลไกบางอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่เคยคาดคิดกันและได้รายงานผลการวิจัยลงในวารสารพีแอลโอเอส (PLoS Medicine)ของสหรัฐฯ
                ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกันว่าไวรัสเอชไอวีที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์จะเข้าไปแฝงตัวและเพิ่มจำนวนอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T cell) ที่มีโปรตีนตัวรับซีดี4 (CD4) อยู่บนผิวเซลล์จากนั้นจะออกมานอกเซลล์เพื่อที่จะไปเข้าเซลล์อื่นต่อไปโดยที่เซลล์เดิมถูกทำลายลง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นวงจรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไวรัสโจมตีเข้าไปในทีเซลล์ เพิ่มจำนวนอนุภาคไวรัสทำลายเซลล์ที่แฝงตัวอยู่และย้ายไปโจมตีเซลล์เป้าหมายใหม่เข้าสู่วัฏจักรเดิมต่อไป ทฤษฎีนี้เรียกว่า การหลบหลีกจากระบบภูมิคุ้มกันของไวรัส” (runaway) 
                ลังจากที่ทีมวิจัยทดลองใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษากระบวนการทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวของเชื้อเอชไอวีแล้วพบว่าถ้าเป็นจริงตามทฤษฎีดังกล่าวทีเซลล์จะต้องถูกทำลายจนเหลือเพียงน้อยนิดภายในเวลาไม่กี่เดือนไม่ใช่นานเป็นปีอย่างที่รับทราบกันฉะนั้นกลไกการทำลายทีเซลล์น่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
                “ไวรัสมีการปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างคงที่อยู่ตลอดเวลาและบางทีอาจมีการคัดเลือกความเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมให้คงไว้และแฝงตัวอยู่ต่อไปได้แอนดรูว์เยตส์ (Andrew Yates) แห่งมหาวิทยาลัยเอมอรี หัวหน้าทีมกล่าวและยังบอกด้วยว่า ไวรัสมีหลากหลายวิธีที่จะทำให้ตัวเองแฝงตัวอยู่ได้เช่น ทำให้สามารถโจมตีเซลล์ใหม่ได้ง่ายดายขึ้น สร้างไวรัสใหม่ได้มากกว่าหรือเพิ่มจำนวนไวรัสได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
                อย่างไรก็ตาม สมมติฐานใหม่นี้เป็นเพียงข้อสรุปอย่างคร่าวๆเท่านั้นยังต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์เพื่อหากลไกที่แท้จริงของกระบวนการนี้กันต่อไป
                ศ.ยาโรสลาฟสตาร์ก (Professor Jaroslav Stark) จากวิทยาลัยอิมพีเรียล แห่งลอนดอน (Imperial College) กล่าวว่าที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจกระบวนการในการทำลายทีเซลล์ของไวรัสเอชไอวีเลย และไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงมีอัตราการทำลายแบบค่อยเป็นค่อยไป
                “หากเราสามารถบ่งบอกกระบวนการที่ไวรัสเอชไอวีใช้ทำลายทีเซลล์ได้อย่างชัดเจนน่าจะปูทางให้เราเข้าใกล้วิธีรักษาผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ศ.สตาร์ก กล่าว
                ทั้งนี้ทีเซลล์เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ตอบสนองทางด้านเซลล์เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือจุลชีพก่อนหน้านี้มีนักวิทยาศาสตร์พยายามพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์โดยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่ไม่ประสบผลเพราะไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลาทำให้ทีเซลล์จดจำไม่ได้จนไม่สามารถควบคุมและกำจัดได้ และจากการศึกษาภาพถ่ายระดับอะตอม พบว่าไกลโคโปรตีน 120 ( glycoprotein 120) หรือ gp120 ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกหุ้มไวรัสและเป็นส่วนที่จะเกาะกับโปรตีนตัวรับบนผิวของทีเซลล์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับ gp120 หรือมีความเสถียรนั่นเองทำให้ขณะนี้นักวิจัยหันมามุ่งเป้ามาตรงจุดนี้พัฒนาวัคซีนที่สามารถยับยั้งการจับกันระหว่าง CD4 และ gp120 เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ทีเซลล์ได้

























ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ชื่อทฤษฎี  ถุงยาง
ชื่อผู้คิดทฤษฎี  นายแพทย์รุ่งโรจน์  ตรีนิติ
                ถุงยางเป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดที่ทุกคนรู้จักกันดีใช่ไหมครับแต่กลับไม่ค่อยชอบใช้กัน บ้างก็อ้างว่า ไม่เป็นธรรมชาติทั้งๆที่ถุงยางนั้นทำมาจากยางธรรมชาติแท้ๆ อย่าว่าแต่พกถุงยางอนามัยเลยแม้แต่จะซื้อถุงยางอนามัยก็ยังอาย ก็ไม่รู้จะไปอายอะไรกัน พึงระลึกเสมอว่า "คนที่ใช้ถุงยางอนามัยนั้นคือคนที่มีความรับผิดชอบ" รับผิดชอบต่อตนเองและรับผิดชอบต่อคู่ของตัวเพราะถุงยางอนามัยนั้นนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้แล้วยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วยป้องกันตัวเองที่จะไม่รับเชื้อและป้องกันไม่แพร่เชื้อไปยังคู่ของตัวเอง
                แบบนี้เค้าเรียกว่า "ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว" จริงไหมครับ ทั้งปลอดภัยจากโรคและคุมกำเนิดได้แถมยังได้รับความรู้สึกแปลกใหม่จากถุงยางในแบบต่างๆด้วย
ข้อมูลความนิยมและอัตราการใช้ถุงยางอนามัย
                ข้อมูลความนิยมใช้ถุงยางอนามัยเพื่อคุมกำเนิดมีอัตราแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราการใช้สูงเกือบร้อยละ 20 ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาใช้ไม่ถึงร้อยละ 5 ประเทศญี่ปุ่นได้ชื่อว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุดในโลกมีการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อการคุมกำเนิดสูงถึง ร้อยละ 80 ในช่วง10ปีที่ผ่านมาไทยเราล่ะ แต่ก่อนนี้มีการใช้น้อยมาก แต่ตั้งแต่เจ้าเอดส์ระบาดนี่คนไทยใช้ถุงยางอนามัยกันมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะไม่ใช้ได้ยังไงละครับ ถ้าไม่ใช้หญิงบริการจะไม่ยอมให้อึ๊บโดยเด็ดขาดอยากอึ๊บก็เลยจำต้องใช้แต่การใช้ถุงยางอนามัยเพื่อคุมกำเนิดในคนทั่วไปก็ยังมีน้อยก็ด้วยเหตุผลทางค่านิยมที่รังเกียจกลัวคนจะรู้ว่าตัวเองพกถุงยางอนามัย "อาย" ว่างั้นเถอะ เราคงต้องเปลี่ยนค่านิยมอันนี้เสียใหม่แล้วครับซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเอดส์ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้ด้วยเรียกว่าได้ประโยชน์ชนิดทูอินวัน อย่าลืมนะครับ "คนที่ใช้ถุงยางอนามัยคือคนที่มีความรับผิดชอบ"






บทที่ 3
วิธีการดำเนินงาน
                มีรายงานการวิจัยด้านการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรหลายเรื่องที่น่าจะนำมาคิดพิจารณาและนำมาประยุกต์หาวิธีจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้น  โดยโรงเรียนและชุมชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการเพราะนักเรียนเป็นสมาชิกทั้งในโรงเรียนและชุมชน  ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดวิธีดำเนินการวิจัยดังนี้
1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
3.การเก็บรวบรวมข้อมูล
4.การวิเคราะห์ข้อมูล
5.สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
                1.ประชากร  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  จังหวัดนครราชสีมา  ปีการศึกษา2558 จำนวน 50 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1.แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การศึกษาวิจัยวิจัยครั้งนี้ใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนสีคิ้ว  “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2558
การวิเคราะห์ข้อมูล
                สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาค่าเฉลี่ยของระดับความคิดเห็น  กำหนดเกณฑ์การประเมินไว้ดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00  หมายถึง  เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50  หมายถึง  ค่อนข้างเห็นด้วย
ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50  หมายถึง  เห็นด้วยปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50  หมายถึงค่อนข้างเห็นด้วย
ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50  หมายถึง  ไม่เห็นด้วย
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
                ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม  การวิเคราะห์ข้อมูล  โดยการแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ  ข้อมูลเกี่ยวกับแบบสอบถามความคิดเห็นเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย  (X-Bar)  และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน  (S.D)
บทที่4
ผลการศึกษาค้นคว้า
                ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรเมื่อได้ข้อมูลที่แน่นอนแล้วนำข้อมูลมาทำเป็นแบบสอบถาม โดยแบบสอบถามจำนวน 50ชุดนี้ เราจะให้กับนักเรียนโรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา” จำนวน50คน เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม หลังจากนั้นนำข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้มานั้นมาหาค่าเฉลี่ยผลปรากฏว่าดังตาราง


รายการ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
(5)
ค่อนข้างเห็นด้วย(4)
เห็นด้วยปานกลาง(3)
ค่อนข้างเห็นด้วย(2)
ไม่เห็นด้วย(1)
ค่า
เฉลี่ย
ค่า
S.D.
1.การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น
3
11
15
11
10
10
4.358898944
2.วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลอง
22
12
11
5
-
10
8.276472679
3.ไม่ควรอยู่ในที่ลับตาคนกับเพื่อนต่างเพศ
22
12
12
4
-
10
8.485281374
4.การมีแฟนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่น
25
11
6
4
4
10
8.860022573
จากตารางได้ข้อสรุปว่านักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการมีแฟนถือเป็นเรื่องปกติ  เละตามด้วยไม่ควรอยู่ตาลำพังกับเพื่อนต่างเพศและเห็นว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง  และส่วนน้อยเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องปกติ

บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการประเมิน
จากตารางได้ข้อสรุปว่านักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการมีแฟนถือเป็นเรื่องปกติ  เละตามด้วยไม่ควรอยู่ตาลำพังกับเพื่อนต่างเพศและเห็นว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง  และส่วนน้อยเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องปกติ
ปัญหาและอุปสรรคในการค้นคว้า
                –
ข้อเสนอแนะและแนวทางในการพัฒนา
 การประเมินผลงานชิ้นนี้สามารถนำไปต่อยอดได้อีก เช่น นำแบบประเมินไปทดสอบเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร


จัดทำโดย
ด.ช.ชัชชัย     คานจันทึก  เลขที่ 3           ชั้น ม.3/2

เด็กชายธนาธิป    พลจันทึก ชั้น ม.3/2 เลขที่ 2
ด.ช.มานะ       รอสูงเนิน  เลขที่ 9          ชั้น ม.3/2

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนสีคิ้ว “สวัสดิ์ผดุงวิทยา”  อำเภอสีคิ้ว  จังหวัดนครราชสีมา  30140



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น